ผ้าใยแก้วทนความร้อนมีกี่ชนิด เลือกใช้ต่างกันอย่างไร

ผ้าใยแก้วทนความร้อนมีกี่ชนิด เลือกใช้ต่างกันอย่างไร

ผ้าใยแก้วที่ขายในไทยมีหลายเกรด ทั้งที่ดูเผิน ๆ เหมือนกัน ตัวแปรที่ทำให้ต่างกันมีสองอย่างคือการเคลือบผิวและน้ำหนักผ้า และทั้งคู่เป็นตัวกำหนดทั้งอุณหภูมิใช้งานและความทนทานหน้างาน

ผ้าใยแก้วคืออะไร

ผ้าใยแก้ว (Fiberglass Fabric) คือวัสดุสิ่งทอที่ทอจากเส้นใยแก้ว มีจุดเด่นด้านการทนความร้อน ไม่ติดไฟ และมีความแข็งแรง จึงใช้ทำผ้าห่มกันไฟ ม่านกันสะเก็ด และปลอกหุ้มฉนวนในงานอุตสาหกรรม ผ้าใยแก้วแบบไม่เคลือบโดยทั่วไปใช้งานได้ประมาณ 500–550°C ขึ้นอยู่กับเกรดและโครงสร้างของผ้า ส่วนแบบเคลือบจะมีข้อจำกัดตามชนิดของสารเคลือบ เนื่องจากสามารถตัดและเย็บได้ จึงนำไปขึ้นรูปให้เข้ากับวาล์ว หน้าแปลน และอุปกรณ์ที่มีรูปทรงซับซ้อนได้

แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามการเคลือบ

ผ้าใยแก้วในงานอุตสาหกรรมแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักตามลักษณะการเคลือบผิว โดยแต่ละแบบเหมาะกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานต่างกัน

กลุ่มที่ 1 ผ้าเปล่า

ผ้าใยแก้วที่ไม่มีสารเคลือบผิว โดยทั่วไปใช้งานได้ประมาณ 500–550°C และสามารถตัด เย็บ และขึ้นรูปได้ง่าย เหมาะกับงานที่ต้องการนำผ้าไปแปรรูปต่อ

เหมาะกับงาน:

  • ผ้าห่มกันไฟและผ้าห่มงานเชื่อม
  • ม่านกันสะเก็ดไฟ
  • วัสดุฐานสำหรับผลิตฉนวนตัดเย็บ

ตัวอย่างสินค้าของ STICO: FBGASIA 430 และ FB 880

กลุ่มที่ 2 ผ้าใยแก้วเคลือบอะลูมิเนียม

เคลือบหรือประกบด้วยอะลูมิเนียมเพื่อช่วยสะท้อนรังสีความร้อน และเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันความชื้นและสิ่งแวดล้อมภายนอก เหมาะกับงานที่ต้องการผิวป้องกันเพิ่มเติมจากผ้าใยแก้วทั่วไป

เหมาะกับงาน:

  • ผ้าชั้นนอกของฉนวนตัดเย็บ
  • ปลอกหุ้มวาล์วและท่อ
  • ม่านกันไฟและผ้าห่มงานเชื่อม
  • งานฉนวนในระบบปรับอากาศ

ตัวอย่างสินค้าของ STICO: SC531 และ SC582

กลุ่มที่ 3 ผ้าใยแก้วเคลือบซิลิโคน

เคลือบด้วยซิลิโคนเพื่อเพิ่มความทนทานต่อ น้ำ น้ำมัน และสารเคมี พร้อมคงความยืดหยุ่นของผ้า จึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ผ้าเปล่าอาจรับมือได้ไม่ดี

เหมาะกับงาน:

  • โรงงานเคมีและปิโตรเคมี
  • งานที่มีน้ำมันหรือสารเคมี
  • ฉนวนตัดเย็บสำหรับใช้งานกลางแจ้ง
  • ผ้าห่มและม่านกันความร้อน

ตัวอย่างสินค้าของ STICO: SC450

ตารางเทียบสเปกผ้าใยแก้ว 5 รุ่น

รุ่น ประเภท น้ำหนัก ความหนา หน้ากว้าง ความยาวม้วน อุณหภูมิใช้งาน
FBGASIA 430 ผ้าเปล่า 430 g/m² 0.43 mm 1 m 50 m ถึง 550°C
SC531 เคลือบอะลูมิเนียม 450 g/m² 0.45 mm 1 m 50 m ถึง 550°C
SC582 ผ้าเคลือบผิว 575 g/m² 0.45 mm 1.5 m 50 m ถึง 550°C
FB 880 ผ้าเปล่า น้ำหนักมาก 800 g/m² 1 mm 1 m 50 m ถึง 550°C
SC450 เคลือบซิลิโคน 850 g/m² 0.8 mm 1 หรือ 1.5 m 50 m ถึง 800°C

หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นสเปกของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น ควรตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานของทั้งเนื้อผ้าและสารเคลือบก่อนเลือกใช้

  • SC531: เนื้อผ้าฐานรองรับได้ถึง 550°C แต่ชั้นเคลือบมีอุณหภูมิใช้งานต่อเนื่องที่ 160°C จึงต้องพิจารณาค่าของชั้นเคลือบตามลักษณะงาน
  • SC582: ควรตรวจสอบชนิดและคุณสมบัติของสารเคลือบกับผู้จำหน่ายก่อนสั่ง เพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมหน้างาน
  • SC450: ค่า 800°C ต้องตรวจสอบว่าเป็นอุณหภูมิของเนื้อผ้าหรือระบบเคลือบตามเงื่อนไขของผู้ผลิตก่อนนำไปใช้งานต่อเนื่อง

น้ำหนักผ้าบอกอะไรกับหน้างาน

น้ำหนักผ้า (g/m²) เป็นตัวเลขที่ช่วยบอกความหนาแน่นและความแข็งแรงของผ้าโดยรวม แต่ไม่ได้หมายความว่าผ้ายิ่งหนักจะยิ่งเหมาะกับทุกงาน การเลือกควรดูร่วมกับอุณหภูมิ ลักษณะการใช้งาน และรูปทรงของชิ้นงาน

  • ผ้าหนัก เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงดึง แรงเสียดสี หรือสะเก็ดไฟมาก
  • ผ้าเบา ขึ้นรูปและติดตั้งง่าย เหมาะกับงานที่มีส่วนโค้งหรือจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายบ่อย
  • ผ้าหนักไม่ได้แปลว่าทนความร้อนกว่าเสมอไป เพราะอุณหภูมิใช้งานขึ้นอยู่กับชนิดเส้นใยและการเคลือบด้วย

ผ้าใยแก้วแต่ละรุ่นใช้ทำอะไรได้บ้าง

การใช้งาน รุ่นที่รองรับ
ผ้าห่มและม่านกันไฟงานเชื่อม FBGASIA 430 · FB 880 · SC450
ผ้าชั้นนอกของฉนวนตัดเย็บ SC531 · SC582 · SC450
ผ้า expansion joint FBGASIA 430 · FB 880 · SC450
ซีลประตูเตาอุตสาหกรรม FB 880
ฉนวนหุ้มท่อในระบบปรับอากาศ SC531 · SC582
แผ่นกันความร้อนท่อไอเสีย SC531
ผ้าฐานสำหรับผ้าห่มดับเพลิง FB 880

ลำดับการเลือกผ้าใยแก้วที่ใช้ได้จริง

การเลือกผ้าใยแก้วควรเริ่มจากอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมของหน้างาน แล้วจึงเลือกน้ำหนักและรูปแบบการเคลือบให้เหมาะกับการใช้งาน

  1. ดูอุณหภูมิใช้งาน ตรวจสอบอุณหภูมิของเนื้อผ้าและสารเคลือบแยกกัน เพราะแต่ละส่วนอาจรองรับอุณหภูมิได้ไม่เท่ากัน
  2. ดูสภาพแวดล้อม หากต้องสัมผัสน้ำ น้ำมัน หรือสารเคมี ควรเลือกผ้าที่มีการเคลือบผิวที่เหมาะสม
  3. ดูน้ำหนักและความยืดหยุ่น งานที่ต้องรับสะเก็ดไฟหรือแรงเสียดสีมากอาจเหมาะกับผ้าที่มีน้ำหนักสูงกว่า ส่วนงานที่ต้องขึ้นรูปกับพื้นผิวโค้งควรเลือกผ้าที่ขึ้นรูปได้ง่าย
  4. ดูรูปแบบการใช้งาน เช่น ผ้าห่มกันไฟ ม่านกันสะเก็ด ปลอกหุ้มอุปกรณ์ หรือผ้าชั้นนอกของฉนวน อาจต้องใช้ผ้าคนละประเภทกัน

หากอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัดของผ้าใยแก้ว ควรพิจารณาวัสดุทนความร้อนชนิดอื่น เช่น ผ้าซิลิก้า ซึ่งออกแบบมาสำหรับงานอุณหภูมิสูงกว่า

สรุป

ผ้าใยแก้วมีทั้งแบบผ้าเปล่าและแบบเคลือบผิว เช่น อะลูมิเนียมหรือซิลิโคน โดยการเลือกควรพิจารณาจาก อุณหภูมิใช้งาน สภาพแวดล้อม น้ำหนักผ้า และลักษณะงาน เป็นหลัก ผ้าที่มีน้ำหนักมากมักเหมาะกับงานที่ต้องรับแรงหรือสะเก็ดไฟ ส่วนผ้าที่มีน้ำหนักเบาจะขึ้นรูปได้ง่ายกว่า ขณะที่การเคลือบผิวช่วยเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะ เช่น การกันน้ำ กันน้ำมัน หรือการสะท้อนความร้อน

สำหรับงานอุตสาหกรรม สามารถดูตัวอย่างผ้าใยแก้วแต่ละประเภทและการใช้งานได้ที่ หมวดผ้าใยแก้ว หรือดูภาพรวมการเลือกวัสดุได้ที่ ฉนวนกันความร้อนอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อย

  1. ผ้าใยแก้วต่างจากผ้าซิลิก้าอย่างไร

ผ้าใยแก้วผลิตจากเส้นใยแก้วและเหมาะกับงานที่มีอุณหภูมิสูงในระดับหนึ่ง ส่วนผ้าซิลิก้าผลิตจากเส้นใยซิลิก้าที่มีความบริสุทธิ์สูงและรองรับอุณหภูมิได้สูงกว่า จึงเหมาะกับงานที่ต้องเผชิญความร้อนสูงเป็นพิเศษ

  1. ผ้าใยแก้วเย็บได้ไหม

ได้ สามารถตัด เย็บ และขึ้นรูปเป็นชิ้นงานได้ จึงนำไปทำเป็นผ้าห่มกันไฟ ม่านกันสะเก็ด หรือปลอกหุ้มอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้

  1. ผ้าใยแก้วทนน้ำไหม

ขึ้นอยู่กับประเภทของผ้า ผ้าใยแก้วเปล่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกันน้ำโดยเฉพาะ ส่วนผ้าที่เคลือบอะลูมิเนียมหรือซิลิโคนสามารถเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันน้ำและความชื้นได้

  1. ผ้าใยแก้วเมื่อโดนความร้อนมีควันพิษไหม

ตัวเนื้อผ้าใยแก้วไม่ติดไฟและมีการปล่อยควันต่ำ อย่างไรก็ตาม หากเป็นผ้าที่มีสารเคลือบ ควรพิจารณาคุณสมบัติของชั้นเคลือบเพิ่มเติม เพราะวัสดุแต่ละชนิดอาจมีพฤติกรรมเมื่อได้รับความร้อนแตกต่างกัน

  1. ผ้าใยแก้วมีหน้ากว้างและความยาวม้วนเท่าไหร่

ขนาดขึ้นอยู่กับประเภทและรุ่นของผ้า โดยสินค้าที่จำหน่ายในตลาดอุตสาหกรรมมีหน้ากว้างและความยาวม้วนหลายขนาด ควรตรวจสอบสเปกของแต่ละรุ่นก่อนสั่งซื้อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *